คำว่า "สิทธิเด็ก" อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวและยากเกินความเข้าใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว สิทธิเด็กถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่ครอบครัวและสังคมควรมอบเป็นของขวัญชิ้นสำคัญแก่เด็กนับตั้งแต่วินาทีที่ทารกตัวน้อยลืมตาดูโลก เพราะถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เด็กแต่ละคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพเพื่อเป็นความหวังของสังคม "...เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกกฎหมายหรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผมได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น..." คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง : จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน โดย ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ข้อความที่ยกมาข้างต้น เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการตั้งต้นอธิบายเรื่อง "สิทธิเด็ก" อย่างง่ายๆที่อาจารย์ป๋วยเขียนไว้เมื่อราวสามสิบปีก่อน ซึ่งอาจช่วยให้เราเข้าใจความหมายของคำว่าสิทธิเด็ก ตามอนุสัญญาสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยได้ลงนามเป็นรัฐภาคีร่วมกับนานาประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ซึ่งระบุไว้ว่า เด็กทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่ให้มีชีวิตรอดปลอดภัย ได้รับโอกาสเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านต่างๆจนสูงสุดตามศักยภาพ ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการถูกทำร้าย การเอาเปรียบทั้งทางตรงและทางอ้อม ตลอดจนมีส่วนร่วมรับรู้ แสดงความรู้สึกนึกคิด รวมทั้งทำกิจกรรมตามกำลังและตามความเหมาะสม
คุณทองไพรำ ปุ้ยตระกูล หัวหน้าฝ่ายพัฒนาเด็กและสังคม มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิเด็กกับพ่อแม่ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่ต้องมีความรู้และความคิดเรื่องสิทธิเด็กเป็นพื้นฐานในการดูแลลูก โดยคำนึงถึงสิทธิของลูกใน 3 ส่วนหลัก คือ 1. สิทธิที่เด็กจะได้รับการเลี้ยงดูตามพัฒนาการ พ่อแม่ผู้ปกครองควรเลี้ยงดูลูกหลานรวม 5 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม สติปัญญา และครอบครัว เช่น พัฒนาการร่างกาย คือการดูแลทั้งในแง่พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อต่างๆ หรือดูแลป้องกันโรค เช่น การฉีดวัคซีน รวมถึงการส่งเสริมให้เด็กได้เล่นกีฬาเหมาะสมตามวัย ส่วนด้านอารมณ์จิตใจ คือการให้เด็กรู้สึกไว้วางใจพ่อแม่ ด้านสังคมจะขึ้นอยู่กับวัย เช่น เมื่อลูกเริ่มโตก็สอนให้รู้จักปรับตัว รู้จักเข้าคิว แบ่งปัน ส่วนพัฒนาการด้านครอบครัว พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบที่ดีในการเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว และทำหน้าที่ที่เหมาะสม 2. สิทธิที่เด็กจะได้รับความปลอดภัย พ่อแม่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของลูก ทั้งในขณะที่อยู่กับพ่อแม่และไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เช่น เมื่อลูกไปโรงเรียน พ่อแม่ก็ต้องติดตามดูว่าโรงเรียนมีระบบความปลอดภัยดีแค่ไหน หากมีเหตุที่บ่งบอกถึงความไม่ปลอดภัย พ่อแม่ก็ต้องเข้าไปแทรกแซง เช่น ร่วมมือกับครูและโรงเรียนในการจัดการปัญหา 3. สิทธิที่เด็กจะได้รับการบำบัดฟื้นฟูเยียวยา หากเด็กมีความผิดปกติใดๆก็ตาม ทั้งด้านสภาพอารมณ์ จิตใจ หรือพฤติกรรม ที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟูหรือรักษา พ่อแม่ควรให้ลูกได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม ไม่ปล่อยปละละเลย ทั้งนี้การเลี้ยงดูของพ่อแม่ตามสิทธิเด็กขั้นพื้นฐานต้องทำโดยลูกสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเท่าที่ควรจะเป็นตามพัฒนาการ การมีส่วนร่วมคือ พ่อแม่รับฟัง รับรู้ และเข้าใจลูก เข้าใจความต้องการของลูก สนับสนุนให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ชอบหรือมีความสามารถ และให้ลูกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของครอบครัว
นอกจากการโอบอุ้มเลี้ยงดูแล้ว พ่อแม่ยังควรปลูกฝังลูกให้รู้จักปกป้องสิทธิของตนเองเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตให้ลูก ซึ่งต้องอาศัยการสอนและการใช้ในชีวิตประจำวัน คุณทองไพรำยกตัวอย่างการสอนให้เด็กป้องกันอันตรายด้วยตัวเองจากกฎความปลอดภัยง่ายๆ ที่เรียกว่า "Safety Rule" ว่า พ่อแม่ต้องตั้งคำถามและฝึกให้ลูกคิดถึงกฎ 3 ข้อก่อนจะทำอะไร คือ หนึ่ง ลูกรู้สึกอย่างไรต่อเรื่องที่จะทำ สอง หากเหตุร้ายขึ้นจะมีใครช่วยเหลือไหม และสาม มีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้รู้หรือไม่ว่าลูกจะทำอะไร เช่น เมื่อเพื่อนชวนไปดูหนัง ก็ต้องถามก่อนว่า ลูกรู้สึกอย่างไร ถ้าลูกสบายใจที่จะไปก็ถามต่อว่า หากเกิดอะไรขึ้นจะมีใครช่วยหนูได้ไหม ถ้าลูกตอบว่าได้ เพราะมีเพื่อนคนอื่นไปด้วย หากพ่อแม่เห็นว่าคำตอบเป็นเหตุเป็นผลก็ให้ผ่านไปข้อสุดท้าย คือมีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้รู้ไหมว่าหนูจะไป หากสามข้อนี้ผ่านไปได้ก็อนุญาตให้ไปลูกดูหนังกับเพื่อนได้ แต่หากข้อใดข้อหนึ่งตอบว่าไม่ ก็ต้องปฏิเสธไม่ให้ลูกทำสิ่งนั้น สิ่งสำคัญคือการอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า กฎ 3 ข้อนี้เป็นเรื่องปกติที่ควรทำ ซึ่งพ่อแม่ก็ทำเช่นนี้กับตนเองด้วยเช่นกัน
ในความรักและความปรารถนาดีไม่มีประมาณที่พ่อแม่มีต่อลูก พ่อแม่จำนวนไม่น้อยอาจละเมิดสิทธิของลูกโดยไม่ตั้งใจ เช่น การทำโทษที่รุนแรง ซึ่งคุณทองไพรำมองว่าการทำร้ายลูกไม่ได้เกิดจากความไม่ตั้งใจ หรือไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ แต่เป็นเพราะพ่อแม่ขาดทักษะการจัดการปัญหาอย่างเหมาะสม เช่น หวดลูกเมื่อทำของตกแตก ซึ่งถือเป็นการทำโทษที่เกินกว่าเหตุ หรือพ่อแม่อาจมีปัญหาในจิตใจหรือปัญหาสุขภาพจิตส่วนตัว จึงส่งผลให้ใช้อารมณ์รุนแรงในการจัดการปัญหาพฤติกรรมลูก นอกจากนี้การทำร้ายอารมณ์จิตใจก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กเช่นกัน พ่อแม่หลายคนทำร้ายอารมณ์และจิตใจลูกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนลูกขาดความเคารพตนเอง เพราะคิดว่าตนไม่มีคุณค่าเลยในชีวิตนี้ เช่น แม่มักเปรียบเทียบลูกกับเด็กข้างบ้านตลอดเวลา การทำร้ายลูกอีกรูปแบบหนึ่งคือการปล่อยปละละเลย โดยพ่อแม่ไปให้ความสำคัญกับเรื่องบางเรื่องมากเกินไป โดยลืมสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อการเติบโตที่สมบูรณ์ของลูก เช่น หมกมุ่นกับเรื่องการหารายได้จนลืมอยู่ใกล้ชิดลูก ขาดการโอบอุ้ม สัมผัส กอด หรือพูดคุยเพื่อลูกสบายใจ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าพ่อแม่ไม่ตระหนักถึงบทบาทที่เหมาะสมของความเป็นพ่อแม่ คุณทองไพรำกล่าวทิ้งท้ายว่า เด็กที่ถูกละเมิดสิทธิมีแนวโน้มจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ป่วยไข้ ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของตนได้เต็มที่ดังที่ควรเป็น มีข้อจำกัดในการมองและเข้าใจตนเองตามความเป็นจริงและมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ทั้งเพื่อน คู่สมรส และลูกหลานในรุ่นต่อๆไป ซึ่งเท่ากับการละเมิดสิทธิเด็กคนหนึ่งจะส่งผลสะเทือนถึงคุณภาพโดยรวมของคนรุ่นต่อไปด้วย ฉะนั้นหากทุกครอบครัวเลี้ยงดูลูกๆด้วยการคำนึงถึงสิทธิที่พวกเขาควรได้รับแล้ว ความฝันที่อยากเห็นผู้ใหญ่รุ่นถัดไปมีคุณภาพก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม | |
"